20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่1


บ้าน เป็นคำที่มีความหมายมากกว่าที่อยู่อาศัยหรือที่หลบแดดหลบฝน สำหรับคนส่วนใหญ่มันหมายถึงความฝันและชีวิตทั้งชีวิตเลยที่เดียว
ดังนั้นก่อนที่เราจะสร้างบ้านในฝันของเราซักหลัง เราก็ควรจะเข้าใจความต้องการของตัวเอง รวมถึงสิ่งที่จำเป็นต่างๆ ที่จะทำให้บ้านของเราเป็นเหมือนที่พักกายและที่พักใจ ในยามที่เราพักจากความเหน็ดเหนื่อยของการงานประจำอย่างแท้จริง
วันนี้เราจึงขอเสนอข้อคิดที่ คนอยากมีบ้านทุกคนควรรู้ไว้ เพื่อให้บ้านของเราออกมาเหมือนที่ฝันไว้ มากที่สุดและตอบโจทย์ทุกเรื่องและทุกคนในบ้านได้อย่างครบถ้วนครับ โดยจะสรุปออกมาแบบคร่าวๆ 20 ข้อด้วยกัน ตามมาดูกันครับ
1. สถานที่ตั้งบ้าน ความสำคัญของสถานที่ตั้งบ้านนั้นเป็นความสำคัญอันดับแรกที่เราต้องคิดก่อนจะสร้างบ้าน เนื่องจากเราจำเป็นต้องคิดถึงการเดินทางระหว่าง บ้านไปยัง ที่ทำงาน,โรงเรียน ,ตลาด,ศุนย์การค้า,สถานีรถไฟฟ้า,ราคาที่ดิน  เป็นต้น ในสมัยก่อนทำเลที่ดีคือทำเลที่ต้องอยู่กลางเมืองเนื่องจากระบบรถสาธารณะยังไม่ครอบคลุมเหมือนอย่างปัจจุบัน ทำให้ผู้คนต่างก็ไปกระจุกกันอยู่ในเมืองเพียงอย่างเดียว ผิดกับปัจจุบันที่ทำเลที่ดีคือทำเลที่อยู่ไกล้รถไฟฟ้า, ก่อนที่เราจะคิดถึงการสร้างบ้านเราจึงควรมองหาบริเวณที่เราสามาถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะเหล่านี้ได้อย่างสะดวกที่สุด รวมถึงความปลอดภัยของย่านที่อยู่ที่ต้องไม่ดูเปลี่ยวจนเกินไป ในเวลากลางคืนอีกด้วย เช่นการซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านอาจจะรู้สึกอุ่นใจกว่าการสร้างบ้านเดียวที่แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันเยอะๆเป็นต้น และอย่าคาดหวังกับโครงการต่างๆที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่หรือเกิดจริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้เช่น บริเวณนั้นจะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆผ่าน ทางด่วน หรือ ถนนหนทางผ่าน เพราะเราไม่อาจรับรองได้ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่(นอกจากการซื้อเพื่อเก็งกำไร) ควรเลือกจากสภาพปัจจุบันที่เหมาะสมที่สุด จะดีกว่าครับ
ตัวอย่าง สภาพแวดล้อมที่ดีเหมาะสมกับการสร้างบ้าน
ตัวอย่าง สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี
2. จะถมดินสูงแค่ไหนดีนะ อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตก่อนการสร้างบ้านเลยทีเดียว บางคนบอก 50 ซม บ้างก็ว่า 30 ซม ก็พอแล้วบางคนบอก 1 เมตรไปเลย แล้วจริงๆมันควรถมเท่าไหร่หละ คำตอบของเรื่องนี้คือ แล้วแต่ความชอบครับไม่มีการกำหนดที่แน่นอนเพียงแต่มันจะต้องสูงกว่าระดับถนนคอนกรีตหรือถนนลาดยางหน้าบ้านเรา ประมาณ 50 ซม ก็เพียงพอ แต่ถ้าถนนหน้าบ้านเป็นถนนดินแดงก็ให้เพิ่มความสูงของระดับดินถมเป็น 1 ม.เพื่อเป็นการรองรับความสูงของถนนที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการลาดยางหรือทำถนนคอนกรีตในอนาคตนั้นเอง  อีกปัจจัยนึงคือระดับน้ำท่วมสูงสุดในบริเวณนั้น ถ้าสามารถหาข้อมูลได้เราก็ควรถมที่ดินให้สูงกว่าระดับดังกล่าวประมาณ 50 ซม.ขึ้นไป
การถมดินเพื่อสร้างบ้านเจ้าของบ้านจำเป็นต้องเผื่อการยุบตัวของดินด้วยนะครับ คือเพื่มปริมาณดินถมสูงขึ้นไปอีก 30 % เพื่อเผื่อให้ดินได้เซ็ตตัวหรือยุบตัว นั้นเอง เช่น จะถมดินสูง 50 ซม แต่ให้ถมดินไว้ที่ระดับ65 ซมนั้นเอง และควรถมดินไว้ก่อนการสร้างบ้านอย่างน้อย 4-6 เดือนยิ่งทิ้งไว้ผ่านหน้าฝนซักครั้งจะยิ่งทำให้ดินแน่นมากขึ้นทำให้ลดปัญหาดินทรุดหลังสร้างบ้านได้เป็นอย่างดี 
3. ทิศทางแดดลม กับ การวางตำแหน่งบ้าน หลายๆ คนอาจจะคิดว่าไอ้เรื่องพวกนี้ มันจะสำคัญอะไรมากมายนักจะปลูกบ้านตรงไหนมันก็มีลมทั้งนั้นแหละ และที่สำคัญเราก็เปิดแอร์ทั้งวันอยู่แล้วไม่เห็นมีอะไรน่ากังวล ใครกำลังมีความคิดแบบนี้มั้งครับ ถ้ามีแนะนำว่าให้อ่านหัวข้อนี้ก่อนแล้วค่อยมาคิดอีกทีนะครับ
ทำไมต้องดูทิศทางแดด-ลม ก่อนการวางตำแหน่งบ้าน ก็เพราะว่าเราคงไม่อยากนอนในห้องนอนที่แสนจะร้อนในตอนกลางคืนหรือต้องอุดอู้อึดอัดอยู่ในบ้านที่ไม่มีลมระบายเลย เรื่องพวกนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน มีข้อสังเกตุหลายอย่างในการวางตำแหน่งบ้านเพื่อให้บ้านทั้งหลังเป็นบ้านที่อยู่อย่างสบาย มีความสุข และประหยัดพลังงาน
ปกติแสงแดดของบ้านเราจะวิ่งเป็นแนวตะวันออกแล้วอ้อมโค้งไปทางใต้ก่อนจะตกในทิศตะวันตก จะทำให้ทิศใต้ไปจนถึงทิศตะวันตกได้รับแสงมากที่สุดของวันคือตั้งแต่หลังเที่ยงไปจนถึงห้าโมงเย็น ด้านนี้จึงควรเป็นส่วนหลังบ้านและส่วนซักล้างหรือกิจกรรมอื่นที่ต้องการแสงจำนวนมากๆ ส่วนทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงอ่อนๆในตอนเช้าและแสงจะแรงมากเพียงแค่ช่วง 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยงซึ่งก็เพียงแค่ 3 ชม ยิ่งทิศเหนือแล้วยิ่งได้รับแดดน้อยที่สุด 2 ด้านนี้จึงเหมาจะวางตำแหน่งของห้องพักผ่อนที่ต้องการแสงรบกวนน้อย เช่น ห้องนอนและห้องนั่งเล่น 
เรานิยมวางแนวด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางทิศทางรับแดด เพื่อให้ผนังที่รับแดดมีน้อยที่สุด ทำให้ผนังสามาถดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยและทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนจนเกินไปในเวลากลางคืน เพราะธรรมชาติของผนังปูนนั้นจะดูดความร้อนเมื่อแดดส่องและจะถ่ายเทความร้อนออกมาในเวลากลางคืน ฉะนั้นถ้าผนังบ้านถูกแดดตะวันตกน้อยก็จะทำให้ความร้อนที่จะถ่ายออกมาเวลากลางคืนมีน้อยเช่นกัน
ส่วนลมนั้นลมประจำฤดูของบ้านเราจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะพัดพาลมหนาวจากจีนมาในช่วงหน้าหนาว และ จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่จะพัดพาความชุ่มชื้นจากทะเลมาในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน บ้านที่ดีด้านยาวของบ้านจึงควรหันเข้าหาทิศทางลมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าตัวบ้านเพื่อระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุดและส่งผลให้ประหยัดค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้านเป็นต้น 
หากเราไม่สามารถกำหนดทิศทางการตั้งตัวบ้านได้อย่างเหมาะสมก็สามารถแก้ได้โดยการปรับสภาพแวดล้อมให้ สภาพแวดล้อมช่วยลดความร้อนของบ้านแทนเช่นการปลูกต้นไม้เพื่อบังทิศทางแดดเป็นต้น 
4. รูปแบบและราคาประเมินการก่อสร้างบ้าน รูปแบบบ้านมีหลากหลายแบบให้เลือกตามรสนิยมและความชอบส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย ตั้งแต่รูปแบบที่มีความซับซ้อนมากอย่างแบบ บ้านเรือนไทยของเราเองที่มีความซับซ้อนทั้งรูปแบบและขั้นตอนในการก่อสร้างที่ต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญสูงมาก หรือแบบเรียบง่ายสมัยใหม่แบบ Modern Style ที่ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนักแต่เน้นความเนียบเป็นหลัก เรื่องกระบวนการก่อสร้างนี้แหละที่ทำให้บ้านแต่ละรูปแบบบ้านราคาค่าตัวที่แตกต่างกันออกไป
แบบบ้านเรือนไทย มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนต้องการงบประมาณในการก่อสร้างและช่างฝีมือที่มีความชำนาญสูง แต่ถ้าไม่อยากยุ่งยากเดี๋ยวนี้ก็มีเรือนไทยสำเร็จรูปขาย
แบบบ้าน Modern เป็นแบบที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หาช่างทำง่ายและควบคุมงบประมาณได้จากการเลือกใช้วัสดุและความซับซ้อนของอาคาร 
แบบบ้าน Resort อันนี้ก็กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นรูปแบบที่ค่อนข้างมีรายละเอียดเยอะกว่าแบบ Modern style แต่ก็ไม่ยุ่งยากถึงขนาด เรือนไทย บ้านแนวนี้มักจะสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวหรือนอกเมืองเป็นส่วนใหญ่ 
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ยังมีรูปแบบบ้านอีกหลากหลายให้ได้เลือกเพื่อให้ออกมาตรงความต้องการของเรามากที่สุด
เพราะฉะนั้นการที่เจ้าของคิดจะสร้างบ้านในฝันซักหลังนั้น จะเลือกเพียงรูปแบบที่ชอบอย่างเดียวไม่ได้นะครับ แต่ต้องคำนึงถึงราคาของการสร้างบ้านแต่ละรูปแบบด้วย เพราะยิ่งบ้านมีรูปแบบที่ซับซ้อนก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นเป็นเงาตามตัวทั้งค่าของและค่าแรง(ที่มักแพงกว่าราคาค่าแรงขั้นต่ำในกรณีที่เป็นช่างฝีมือ)  เพราะฉนั้นในขั้นตอนการออกแบบควรกำหนดงบประมาณเคร่าๆให้สถาปนิกทราบเพื่อจะได้ให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับความต้องการของเจ้าของได้โดยง่าย และไม่ปวดใจในภายหลังเพราะงบที่บานปลาย เพราะเค้าเหล่านั้นสามารถผสมผสานรูปแบบที่เจ้าของบ้านต้องการให้เหมาะสมกับงบประมาณก่อสร้างได้
ตัวอย่างราคาประเมินค่าก่อสร้างปี 2557 จาก มูลนิธิประเมินค่าก่อสร้างแห่งประเทศไทย http://www.thaiappraisal.org
5. ความต้องการพื้นฐานของเจ้าของบ้าน การที่เราจะสร้างบ้านซักหลังนั้น เราจำเป็นต้องรู้ซะก่อนว่าเราต้องการอะไร?? บ้านหลังใหญ่แค่ไหน อยู่กันกี่คน มีผู้สูงอายุไหม ต้องการรูปแบบบ้านแบบไหน มีรถยนต์กี่คัน ต้องการห้องนั้งเล่นใหญ่ๆ หรือ ต้องการห้องน้ำแบบใหญ่โตโอลาน หรือไม่ ....บลาๆๆๆๆ ทั้งหมดนั้นเราเรียกว่าความต้องการพื้นฐานในการออกแบบบ้านครับ เราต้องตอบตัวเองกับเรื่องเหล่านี้ให้ได้ก่อนจึงจะสามารถให้ผู้ออกแบบสร้างบ้านในฝันออกมาตามความต้องการเราได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อาจทำเป็นเช็คลิสต์ ง่ายๆ ไปเดินดูบ้านตัวอย่างตามโครงการก็ได้ ชอบอะไรก็จดไว้ ไม่ต้องรีบเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆแล้วค่อยๆสรุปออกมาเป็นข้อๆให้ผู้ออกแบบ ในขั้นตอนการออกแบบเบื้องต้น
ตัวอย่างการทำ เช็คลิสต์ ความต้องการพื้นฐาน
เมื่อได้ตารางแบบข้างบนมาแล้วก็ลองเอาไปให้สมาชิกในบ้านของเราลองทำ เราก็จะได้ตัวอย่างความต้องการของทุกๆคนมาเป็นแนวทางในการกำหนดจำนวนห้องและขนาดบ้านแล้วครับ 
6. การวางตำแหน่งห้องต่างๆ เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมเข้าบ้านต้องเจอห้องรับแขกก่อนทำไมไม่เข้ามาแล้วเจอห้องนอนเลยนะมันคงดีเนอะ แต่ถ้าขืนทำแบบนั้นจริงๆ ก็คงจะโดนใครต่อใครประณามได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ถ้าเราทำแบบนั้นกับคอนโดกลับมองว่ามันก็ปกติก็ห้องมันมีพื้นที่จำกัดนี้ครับ สำหรับบ้านแล้วเราควรเข้าบ้านมาเจอห้องโถงหรือห้องรับแขกก่อนแล้วจึงแยกออกไปเป็นห้องนอน ห้องอาหาร และ ครัว รวมถึงห้องน้ำที่ต้องเข้าถึงง่ายแต่มิดชิด 
การวางผังบ้านแบบนี้เราจะเรียกว่าการจัดโซนนิ่งบ้าน โดยเราจะแบ่งเป็น
- ส่วนสาธารณะ เช่น โถงทางเข้า ห้องรับแขก ห้องทานอาหาร เป็นต้น ห้องเหล่านี้ทุกคนในบ้านรวมทั้งแขกที่มาบ้านจะสามารถเข้าถึงได้เหมือนๆกัน
- ส่วนกึ่งสาธารณะ เช่น ห้องคาราโอเกะ ห้องนั้งเล่น ห้องพระ เป็นต้น ห้องเหล่านี้ทุกคนในบ้านเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้ 
- ส่วนที่เป็นส่วนตัว เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน เป็นต้น ห้องเหล่านี้มีเพียงเจ้าของห้องและสมาชิคบางคนเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้เพราะมีความเป็นส่วนตัวสูง
ดังนั้นการวางผังห้องต่างๆเราควรวาง ห้องในส่วนสาธารณะไว้ด้านหน้าก่อนเสมอ และจึงแยกออกไปเป็น ส่วนกึ่งสาธารณะ และ ส่วนตัว ต่อไปเพื่อให้การใช้สอยในบ้านเป็นสัดส่วนและดูแลด้านความปลอดภัยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
7. ทิศทางการวางบันได ถ้ามองเรื่องนี้ในแง่ของฮวงจุ้ย เค้าก็จะบอกว่าอย่าหันบันไดบ้านไปทางทิศตะวันตกเพราะเป็นทิศที่เกียวกับคนตายและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายทั้งปวงใครขืนหันบันไดไปทางนี้เอาว่าไม่ซวยอย่างไดก็อย่างนึงว่างั้น แต่ถ้าว่ากันตามหลักการออกแบบแล้วก็ไม่แนะนำให้หันบันไดไปทางทิศตะวันตกเช่นกันเนื่องจากทิศตะวันตกเป็นทิศที่มีแสงบ่ายค่อนข้างแรงอาจทำให้การใช้งานบันไดที่มีแสงบ่ายส่องตาอาจทำให้เจ้าของบ้านแสบตาจนอาจเกิดอุบัติเหตุได้นั้นเอง แต่ถ้าจำเป็นต้องวางก็ไม่ควรให้ผนังด้านที่บันไดมุ่งไปหานั้นมีแสงส่องผ่านมาได้ โดยอาจเปลี่ยนเป็นการนำแสงธรรมชาติลงมาจากด้านบนเพดานแทนก็ได้
แสงเข้าทำให้รบกวนการใช้งาน                                                                                       แสงช่วยเสริมให้บริเวณบันไดสว่างขึ้น
8. ความสูงลูกตั้ง ลูกนอน และ จำนวนขั้นบันได เรื่องของความสูงของลูกตั้งลูกนอนบันไดนั้นมีข้อกำหนดอยู่แล้วในกฎกระทรวง ฉบับที่ 55 ผู้ออกแบบทุกท่านทราบเป็นอย่างดี คือลูกตั้งไม่ควรสูงเกิน 20 ซม และกว้างไม่น้อยกว่า 22 ซม.ตัวเลขดังกล่าวใช้สำหรับบ้านพักอาศัยทั้วไป ซึงเป็นความสูงและความกว้างที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่าเหมาะสมที่สุด ส่วนจำนวนขั้นบันไดนั้นไม่ได้มีกฏหมายกำหนดไว้ แต่ตามความเชื่อของคนไทยคือบันไดต้องจบที่เลข คี่ เนื่องจาก เลขคี่เป็นเลขของคนเป็น ส่วนเลขคู่นั้นถือว่าเป็นเลขของคนตายนั้นเอง แต่ในความเป็นจริงควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งมากกว่า 
9. จะเผื่อความสูงฝ้าเพดานไว้เท่าไหร่ดี โดยปกติความสูงฝ้าโดยทั้งไป(วัดจากระดับพื้นถึงท้องฝ้า)ควรจะสูงไม่น้อยกว่า 2.40 ม.ซึ่งเป็นความสูงที่กำลังสบายไม่อึดอัดหรือรู้สึกโดนกด และประหยัดด้วย เอะ!ยังไง.....มันประหยัดยังไงกัน คำตอบก็คือปัจจุบันวัสดุกรุผนังส่วนใหญ่จะทำออกมาที่ตัวเลขรวมได้ 2.40 พอดีเช่น กระเบื้องขนาด 30ซม x 30ซม หากปู 8 แถวก็จะได้ความสูง 2.40 พอดี เพราะถ้าเราปูแค่ 7 แถวก็จะได้ความสูงฝ้าแค่ 2.10 ม.ซึ่งเป็นระดับฝ้าที่เตี้ยเกินไปนั้นเอง และยังทำให้กระเบื้องไม่เหลือเศษทิ้งให้เสียของ หากต้องกรุในปริมาณมากๆก็ช่วยลดงบในการซื้อวัสดุกรุผนังลงได้อีกเยอะเป็นต้น
10. ทิศทางการเปิดประตูภายในบ้าน อะไรนะเรื่องแบบนี้ก็ต้องมีหลักการด้วยเหรอมันจะเวอร์ไปไหม  ตอบได้ครับว่ามันสำคัณมาก เพราะถ้าเราติดตั้งประตูผิดทางอาจทำให้น้ำท่วมบ้านกันได้เลยทีเดียวนะครับ จะหาว่าไม่เตือน
เริ่มกันจากประตูหน้าบ้าน ประตูหน้าบ้านด้านที่จะต้องโดนแดดโดนฝนหรือฝนสาด จะต้องเปิดออกนอกบ้านเท่านั้น เพราะการเปิดออกจะบังคับให้บังใบของวงกบประตูเป็นตัวกันน้ำที่จะเข้าบ้านไปโดยปริยายและควรลดระดับพื้นที่ขอบล่างของประตูลงซัก 1 ซม เพื่อกันน้ำย้อนเข้าบ้านนั้นเอง และที่สำคัญคือประตูหน้าบ้านควรกว้างอย่างน้อย 90 ซม เพื่อเผื่อไว้สำหรับตอนขนของชิ้นใหญ่ๆ เข้าบ้านยิ่งเป็นประตูเปิดคู่ยิ่งดีเลย 
ต่อมาก็คือประตูห้องน้ำ ในที่นี้จะแบ่งเป็น 2 กรณีคือ
1-กรณีห้องน้ำลดระดับและไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วนเปียกและส่วนแห้ง ให้เปิดประตูเข้าด้านใน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากการชำระล้างกระเซ็นออกมาด้านนอกห้องได้ ( หลักการเดียวกับประตูทางเข้า) 
2-ในกรณีที่ห้องน้ำแบ่งเป็นส่วนแห้งกับส่วนเปียกออกจากกันอย่างชัดเจน อันนี้แล้วแต่ชอบเลยครับ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำอีกต่อไปนั้นเอง
นอกจากนั้นประตูที่เหลือนั้นจะเปิดไปทางทิศทางไดจะเปิดเข้าห้องหรือออกจากห้องก็ได้ทั้งนั้น แล้วแต่ความเหมาะสมครับ
ครั้งหน้าเราจะมาดูอีก 10 ข้อที่เหลือที่จะเราสามารถสร้างบ้านได้อย่างถูกต้องและเป็นสวรรค์น้อยๆของเราอย่างแท้จริง
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่ 2 https://www.forfur.com/s/i/4955
20 ข้อควรรู้ก่อนการสร้างบ้าน ตอนที่ 3 https://www.forfur.com/s/i/4961 

Follow Me

Shared

Comment


forfur.com คือเว็บข้อมูลการออกแบบตกแต่งบ้าน เราไม่ได้รับงานสร้าง ออกแบบบ้านหรือจำหน่ายสินค้า

06-05-2015 (4954)

Category List

Other Idea


จัดทางเดินข้าบ้านใหม่...สวยสะดุดตาตั้งแต่ทางเข้า

จัดทางเดินข้าบ้านใหม่...สวยสะดุดตาตั้งแต่ทางเข้า

ลองมาเปลี่ยนหน้าบ้านเก่า ให้สวยทันสมัย ด้วยการจัดทางเดินให้สวยตั้งแต่ทางเข้า ตอบรับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้มากขึ้น

สถาปัตยกรรมโมเดิร์น ออกแบบริมน้ำ

สถาปัตยกรรมโมเดิร์น ออกแบบริมน้ำ

เปิดประสบการณ์ใหม่กับที่พักอาศัยสวยริมน้ำ พร้อมดีไซน์ทันสมัย สัมผัสไลฟ์สไตล์ของคนรักในธรรมชาติ กลางทัศนียภาพที่งดงาม ชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน

ทาวน์เฮ้าส์แสนสุข แม้จะแคบแต่สวย

ทาวน์เฮ้าส์แสนสุข แม้จะแคบแต่สวย

แม้ว่าบ้านหลังนี้แม้จะมีพื้นที่ไม่มาก แต่ก็ได้รับการต่อเติมใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ทันสมัย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ ต้อนรับสมาชิกใหม่ในครอบครัว

แบบบ้านชั้นเดียว ยกสูง คันทรี่แบบมีสไตล์

แบบบ้านชั้นเดียว ยกสูง คันทรี่แบบมีสไตล์

บ้านชั้นเดียวยกใต้ถุนสูง มาพร้อมคอนเซ็ปต์อยู่สบายเต็มไปด้วยความอบอุ่น ท่ามกลางชนบทอันงดงาม