ห้องเรียนพอดีพอดี โลกใบใหม่หลังแผ่นดินไหว (Submit Your Work #87)


ห้องเรียนพอดีพอดี อีกหนึ่งโครงการดีๆเพื่อสังคม เป็นการรวมตัวกันของนักออกแบบ เพื่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

Project:ห้องเรียนพอดี พอดี

Project Initiator:Design for Disaster (D4D)

Architects:Vin Varavarn Architects

Photographs:Spaceshift Studio

Engineers:Next Innovation Engineering Co..Ltd

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

และอาคารเรียนแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งใน 9 ของโครงการ ที่ได้รับการออกแบบก่อสร้างอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับนักเรียนในพื้นที่บ้านห้วยส้านยาวซึ่งไร้ที่เรียน หลังจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เป็นเหมือนฝันร้ายของเด็กๆ ขอย้อนไปนิดก่อนจะเกิดโครงการนี้ หากใครตามข่าวสารอยู่บ้าง น่าจะพอจำได้สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2557 ที่จังหวัดเชียงราย ตอนนั้นหลายครอบครัวไร้ที่อยู่อาศัย วัด โรงเรียน สถานที่ต่างๆได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก จึงเกิดเป็นโครงการ ห้องเรียนพอดี พอดี นี้ขึ้นมา และโรงเรียนบ้านห้วยส้านยาวแห่งนี้ คือ ผลงานสุดสร้างสรรค์จากสถาปนิก Vin Varavarn Architects ที่ได้รับรางวัลมากมาย อาทิเช่น  Architectural Review School Awards 2015-Best of the Rest และ Archdaily Educational Building of the Year 2016 – Finalist 

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงขนาด 6.3 ริกเตอร์ทางภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนต่างๆกว่า 73 แห่งและนักเรียนจำนวนกว่า 2,000 คนต่างได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ภายหลังเกิดเหตุทีมงานเครือข่าย ดีไซน์ ฟอร์ ดีแซสเตอร์ ได้ลงพื้นที่และเห็นถึงปัญหาความยากลำบากของนักเรียน อันเนื่องมาจากอาคารเรียนเดิมเสียหาย ทีมงานจึงได้ริเริ่มโครงการชื่อ 'ห้องเรียนพอดีพอดี' ขึ้น จากการรวมสถาปนิกไทย 9 ทีม รับหน้าที่ออกแบบให้โรงเรียน 9 แห่ง ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ และมีระยะเวลาออกแบบจนถึงเขียนแบบก่อสร้างเสร็จเพียง 2 อาทิตย์

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

คอนเซ็ปต์ในการออกแบบ คือ ทางโรงเรียนต้องการห้องเรียนใหม่จำนวน 3 ห้องสำหรับนักเรียนชั้นมัธยม ซึ่งเด็กนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กชาวเขาที่ยากจน หลักการเบื้องต้นในการออกแบบของทีมงานคือ อาคารเรียนหลังใหม่นี้จะต้องสามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ในอนาคต เพราะโลกในยุคปัจจุบันมักเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง สถาปัตยกรรมยุคนี้ต้องก้าวไปเพื่อรองรับเหตุการณ์ในอนาคตให้ได้

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

ในขณะเดียวกันเรื่องเวลาเป็นอีกเรื่องที่ท้าทายเช่นกัน และที่สำคัญคือจะต้องออกแบบให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยวัสดุทั้งหมดที่ใช้ประกอบอาคารต้องมีน้ำหนักเบา เพื่อลดโมเมนตัมในแนวราบที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีต่อน้ำหนักของอาคาร ช่วยให้อาคารได้รับความเสียหายน้อยที่สุด เช่น ไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด, หลังคาเมทัลชีทหุ้มฉนวน และ หลังคาเรซิ่นโปร่งแสง 
ไม่เพียงเท่านั้น แนวคิดในการออกแบบของอาคารเรียนยังให้ความสำคัญกับจินตนาการในด้านความรู้ของเด็กๆ เสมือนพลังนำทางให้นักเรียนกลับมาเรียนหนังสือได้อย่างมีความสุข เกิดความผ่อนคลาย อบอุ่นปลอดภัยเวลาอยู่ในห้องเรียน หลังจากเจอภัยพิบัติทางธรรมชาติ
อาคารเรียนได้ออกแบบให้เป็นอาคารหลังเดียวเพื่อให้สามารถตั้งอยู่ภายในพื้นที่ที่ทางโรงเรียนจัดให้ ห้องเรียนทั้ง 3 ห้อง ถูกออกแบบให้วางเรียงต่อกันในแนวยาว โดยมีระเบียงกั้นระหว่างห้องเพื่อใช้เป็นที่ถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน และช่วยลดเรื่องเสียงรบกวนระหว่างห้องเรียนได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้วัสดุธรรมชาติอย่างเช่น ไม้ไผ่ ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุตกแต่งทำให้รู้สึกกลมกลืนไปกับธรรมชาติ และใช้ทดแทนวัสดุที่มีราคาสูง 
เนื่องจากพื้นที่ตั้งอาคารเป็นเนินเขา ผู้ออกแบบจึงตั้งใจออกแบบให้สถาปัตยกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากลักษณะทางกายภาพของพื้นดินได้ โดยปลายอาคารเรียนด้านหนึ่งจะติดกับพื้นดิน ในขณะที่อีกปลายหนึ่งของอาคารยกพื้นสูงเหนือจากพื้นดินประมาณ 2.3 เมตร
โครงสร้างหลักของอาคารเป็นโครงสร้างเหล็กซึ่งสามารถทนต่อแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ดี อีกทั้งยังก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว เหล็กโครงสร้างและส่วนประกอบทุกชิ้นของอาคารได้ถูกออกแบบอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้มีเศษเหลือจะได้ไม่เป็นการใช้วัสดุสิ้นเปลือง
รูปทรงของหลังคาเป็นหลังคาหน้าจั่วแต่มีการปรับองศาให้ชันกว่าปกติ เพื่อลดระยะการยื่นของชายคาที่อาจจะกระทบกับต้นไม้ในพื้นที่รอบๆได้
สถาปนิกได้ทำแคร่ไม้ไผ่นำมามุงหลังคาเมทัลชีทอีกชั้นเพื่อลดเสียงฝนและความร้อน นอกจากนี้่ยังนำไผ่ตันมาใช้ปูบริเวณพื้นระเบียงที่อาจโดนฝนสาด และยังใช้ทำเป็นชั้นวางกระถางต้นไม้เพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศภายในห้องเรียนอีกด้วย

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

ชั้นวางกระถางต้นไม้นอกจากทำหน้าที่เป็นราวกันตกให้กับเด็กๆแล้ว ยังเป็นเหมือนสื่อแทนคำพูดจากผู้ออกแบบไปถึงเด็กนักเรียนว่า แม้บางครั้งธรรมชาติอาจจะรุนแรงและโหดร้าย แต่ในอีกมุมหนึ่งธรรมชาติก็ยังคงสวยงามและสร้างความสดชื่นให้มนุษย์อยู่เสมอ

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

Architects: Vin Varavarn Architects

Photographs: Spaceshift Studio

สุดท้ายสิ่งที่สำคัญกว่าสถาปัตยกรรมคือสิ่งที่ค่อยๆเกิดขึ้นภายในอาคารหลังนี้ เมื่อเด็กๆเริ่มเข้าใจว่า อาคารเรียนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และพื้นที่การเรียนรู้นั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่คำว่า 'ห้องเรียน' ธรรมชาติรอบๆตัวเขาต่างหากคือห้องเรียนที่ดีที่สุด 
นับว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจจริงๆ นำธรรมชาติรอบตัวมาผสมผสานกับสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว ไม่เพียงแต่ออกแบบไว้เป็นสถานที่เรียนเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กมีความสุข เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ที่ได้ก้าวเข้ามาในห้องเรียนอีกครั้ง หากสนใจผลงานออกแบบติดต่อได้ที่ Vin Varavarn Architects Ltd. โทร 02 650 9558 อีเมล์ info@vva.co.th หรือ https://www.facebook.com/VinVaravarnArchitectsLimited

Follow Me

Shared

Comment


forfur.com คือเว็บข้อมูลการออกแบบตกแต่งบ้าน เราไม่ได้รับงานสร้าง ออกแบบบ้านหรือจำหน่ายสินค้า

08-03-2016 (5483)

Category List

Other Idea


เรียบง่าย พอเพียง ออกแบบบ้านกลางสวน

เรียบง่าย พอเพียง ออกแบบบ้านกลางสวน

เพิ่มมุมพักผ่อนแสนสบายให้กับสวนหลังบ้าน ไม่ว่าจะนั่งเล่น รับประทานอาหาร หรือกลายเป็นสตูดิโอทำงาน ยังไงก็ฟิน...

Mini Garden จัดสวนไซส์เล็กให้น่ารัก

Mini Garden จัดสวนไซส์เล็กให้น่ารัก

บ้านในเมืองใหญ่ นับวันก็ยิ่งถูกจำกัดขนาดพื้นที่ให้เล็กลงเรื่อยๆ แต่จะทำอย่างไรดีถ้าอยากมีสวนสวยไว้รอบบ้าน เรามีไอเดียมาฝาก !!!

พื้นที่ข้างหน้าต่าง...ทำอะไรได้บ้าง?

พื้นที่ข้างหน้าต่าง...ทำอะไรได้บ้าง?

มาเปลี่ยนมุมเล็กหรือมุมข้างหน้าต่างที่เคยมองผ่าน ให้กลายเป็นมุมมากประโยชน์ นอกจากได้มุมโปรด ยังเพิ่มวิวดีๆสำหรับการพักผ่อน

อยู่อย่างเซน...อบอุ่น เรียบง่าย กลิ่นอายญี่ปุ่น

อยู่อย่างเซน...อบอุ่น เรียบง่าย กลิ่นอายญี่ปุ่น

คงไม่มีอะไรดีไปกว่า การได้พักผ่อนภายในบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศผ่อนคลาย สบายๆ และอบอุ่นไปด้วยกลิ่นอายตะวันออกในแบบเซน